วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

"บวรศักดิ์"ลั่นยกเครื่อง ส.ว.ไม่ให้เป็นกระจกส่อง ส.ส. - 9Zean.Com - WiFiNews


เมื่อวันที่ 5 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 38 คนออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 กรณีที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. โดยมิชอบ โดยวันนี้เป็นขั้นตอนการซักถามคู่กรณี คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ อดีต ส.ว.ทั้ง 38 คน ต้องที่มาตอบข้อซักถามที่สมาชิก สนช.ได้ยื่นญัตติซักถามต่อคณะกรรมาธิการซักถาม เพื่อเป็นผู้ถามแทนตามข้อบังคับ ทั้งนี้มีสมาชิกที่ยื่นญัตติคำถามจำนวน6คน ได้แก่ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพรนายสนิท อักษรแก้ว พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นพ.เจตน์ ศิริธรานนท์ นายสุธรรม พันธุศักดิ์ และนายสมชาย แสวงการโดยในเบื้องต้นกรรมาธิการซักถาม ได้สรุปคำถามเหลือจำนวน 18 ข้อ ถาม คณะกรรมการ ป.ป.ช.13คำถาม และถามอดีต38ส.ว. 5 คำถาม

อย่างไรก็ตามในส่วนของอดีต ส.ว.ได้เดินมาเข้าร่วมประชุมเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่ตอบข้อซักถามยังเป็นชุดเดิมที่ได้ร่วมแถลงเปิดคดี อาทิ นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี นายกฤช อาทิตย์แก้ว อดีต ส.ว.กำแพงเพชร นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณากระบวนการถอดถอนฯ ได้เชิญตัวแทนจากคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ รายงานความคืบหน้าการพิจารณารายมาตรา ซึ่ง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ รายงาน ว่า ขณะนี้การยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาไปแล้ว 57 ครั้ง 400 กว่าชั่วโมง ซึ่งร่างแรกจะต้องทำให้แล้วเสร็จเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภายในวันที่ 17 เม.ย.นี้ หลังจากนั้น 1 เดือน คือในเดือน พ.ค. สมาชิก สปช. ครม. และคสช.สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติม ถ้อยคำเนื้อหาได้ ซึ่งกมธ.ยกร่างฯ จะนำไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อพิจารณาเป็นร่างสุดท้าย แล้วเสนอต่อที่ประชุม สปช.อีกครั้งภายในวันที่ 23 ก.ค. เพื่อให้ สปช.ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 6 ส.ค. ทั้งนี้การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญกระทำโดยเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ยกเว้นการพิจารณาบางเรื่องเป็นการภายใน และมีการรับฟังความคิดเห็นจากหลายหน่วยงานก่อนพิจารณาลงในเนื้อหาแต่ละมาตรา ถ้ามีความเห็นต่างก็จะพิจารณาหลักการก่อน ทั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญยึดหลักเจตนารมณ์ 4 หลัก คือ 1.สร้างพลเมืองเป็นใหญ่ 2.การเมืองใสสะอาด และสมดุล 3.หนุนสังคมคุณธรรม และ4.นำชาติสู่สันติสุข

ประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวอีกว่า ในการเลือก ส.ว.เราไม่ต้องการให้ ส.ว.เป็นกระจกส่อง ส.ส.อีกแล้ว เพราะ ในปี 2549 ส.ว. 200 คน มี 47 คนที่เป็นเครือญาติของ ส.ส.ซึ่งการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งแรกไม่มีปัญหา เพราะพรรคการเมืองตั้งตัวไม่ได้ แต่พอเขาตั้งตัวได้ ก็มีการแบ่งพื้นที่กันเรียบร้อย ดังนั้นเราไม่ต้องการให้ ส.ว.เป็นกระจกเงา ส.ส. จึงต้องทำให้ ส.ว.เป็นพหุนิยมของพลเมืองที่หลากหลายอาชีพ เพื่อถ่วงดุลกับส.ส. ซึ่งสภาที่เป็นพหุนิยม ไม่ใช่ลากตั้ง คำว่าลากตั้งเป็นภาษาของสื่อบางฉบับที่ดูถูกการเลือกตั้ง ดังนั้นปัจจุบัน ส.ว.จึงต้องมาโดยระบบเลือกตั้งทางอ้อม และ ส.ว.จะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งนั้นสำคัญน้อยกว่าบทบาทหน้าที่ ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส.นั้นระบบเลือกตั้งเดิมทำให้พรรคการเมืองใหญ่ได้คะแนนมนิยมเกินกว่าที่ประชาชนให้จริง เราจึงสร้างสมดุลในความนิยาม โดยใช้ระบบสัดส่วนผสมกับเขต กำหนด ส.ส. 470 ที่นั่ง การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ทำให้เกิดรัฐบาลผสมซึ่งเอื้อต่อการปรองดอง ทำให้เกิดการพูดคุยของพรรคการเมือง ไม่คิดว่าข้าใหญ่คนเดียว เพราะที่ผ่านมาเมื่อพรรคใหญ่เป็นรัฐบาลแล้วเกิดการไม่พอใจ พรรคเล็กก็ออกมาบนท้องถนน หรือถ้าพรรคเล็กเป็นรัฐบาล พรรคใหญ่ก็ออกมาบนท้องถนนเช่นกัน ซึ่งเป็นอย่างนี้มา 9 ปีแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เกิดความสมดุลของพรรคการเมือง.

9Zean.Com - WiFiNews



ขอบคุณที่มาของข่าวโดยdailynews.co.th


เวลาโพส2015-03-07 06:18:03

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น